พี่สาวเค้าบอกว่านี่คือการชิ่ง... แต่เค้าไม่อยากคิดกับแกในแง่ลบอย่างนั้นเลย

 

 

 

ที่ผ่านมา เค้าคิดเองไปหมดว่าแกคิดอย่างไร และดูว่าเหมือนจะไม่ถูกเลยซักครั้ง ครั้งนี้ เมื่อมิตรภาพมัน

เดินมาถึงทางตัน ...(น่าขำนะที่ใช้คำนี้ ปกติมิตรภาพไม่มีวันถึงทางตัน ในความคิดของเค้า) มันก็ต้องถาม
 
เพื่อให้แน่ใจกันไปซะที
 
 

เพราะการที่แกทำเหมือนไม่ใส่ใจความรู้สึกของเค้า ไม่แคร์ว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร ที่โทรไปกี่สายก็ไม่มีใคร

รับ เมสเสจไปกี่ครั้งก็ไม่มีใครตอบ มันทำให้เค้ารู้สึกเหมือนเป็นบุคคลไร้ตัวตน เป็นอะไรก็ไม่รู้
 
ในสายตาแก แกคงจะเจอคนที่ใช่แล้วใช่ไหม ถึงได้ปฏิเสธเค้าแบบนี้ เค้าคิดว่าแกไม่โกหก
 
แต่จะเลี่ยงที่จะไม่ตอบ และการที่แกไม่ตอบ มันคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว เค้าเข้าใจถูกไหม...
 
 
 
 
 
 
 

เดิมทีไม่คิดจะถามหรอก คิดว่าจะปล่อยให้หัวใจมันสลายแล้วก็คงก่อตัวกลับมาได้เองซักวัน

แต่ด้วยความเป็นเพื่อน เค้าไม่ได้อยากเสียความเป็นเพื่อนของเราไปเลย
 
ที่ผ่านมาเค้าไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของแกที่ทำให้เค้าเข้าใจผิดว่าเราเป็นมากกว่าเพื่อน
 
แต่ที่แกกำลังทำอยู่นี่ เรียกว่า ไม่รักษาน้ำใจกันเลยนะ
 
 

จดหมายฉบับนี้ ไม่ได้หวังว่าคำสารภาพต่างๆ จะทำให้แกกลับมา... กลับมาเป็นเหมือนเดิม

แบบที่ไม่ระบุสถานะอย่างนั้นน่ะ ไม่เอาแล้วนะ มันเป็นความสุขของเค้าก็จริง แต่มันเป็นเหมือน
 
สุขปลอมๆน่ะ แบบแนวๆ หลอกตัวเอง สุขแบบขมขื่น อะไรแบบนี้ เค้าหวังเพียงว่า จดหมายฉบับนี้
 
จะทำให้แกเข้าใจความรู้สึกของเค้ามากขึ้น อะไรที่อาจจะสงสัย ก็คงไม่ต้องสงสัยต่อไป และถ้าเค้า
 
เคยทำให้แกโมโหบ้าง ก็ให้รู้ว่าที่ทำไปนั้นมันมีเบื้องหลังเสมอ ที่มาของการกระทำต่างๆ ก็คงเข้าใจ
 
แล้วใช่ไหม ถ้างั้น...ก็อย่าโกรธเค้าเลยนะ
 
 

อย่างที่บอก ไม่รู้ว่าจะส่งจดหมายให้ดีรึเปล่า เพราะไม่รู้ว่าแกจะเปิดอ่านหรือเปล่าด้วยซ้ำ

รู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนที่แกแคร์อีกแล้ว หรือแกอาจจะไม่เคยแคร์เลย ...ก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้..
 
มันก็เศร้าเหมือนกัน...

 

____________________________________________

จบจดหมายรักฉบับแรกแล้วค่ะ เป็นครั้งแรกที่ลองเขียนแบบดึงอารมณ์ร่วมของผู้อ่านมา ไม่รู้จะดึงได้มากแค่ไหน อ่านแล้วสงสารตัวละครที่เขียนนี้บ้างมั้ยคะ อยากให้มีจดหมายเขียนตอบเธอไหม แชร์ความคิดเห็นได้นะคะ (อยากให้แชร์มากค่ะ พลีสสส ฮ่าๆๆ)

จะบอกว่าผิดหวังนิดหน่อยนะ ที่ต้องเป็นฝ่ายโทรไปนัดแกให้ออกมา “เดท” อย่างที่แกพูดเล่นๆ

ไว้คราวนั้น (นี่ถ้าเค้าไม่โทรไปคงอดกินฟรีเลยมั้ยเนี่ย) ไม่รู้ว่านี่คือเดทจริงๆ หรือเปล่า
 
แต่ในความรู้สึกของเค้า มันเป็นเดทจริงๆ
 
 

หนังเรื่องนั้นที่เราดู อยากจะบอกว่าไม่ได้อยากดูเล้ย แล้วก็เกือบจะดูไม่รู้เรื่องซะแล้วสิ ฮ่าๆๆ...

ก็มีแกนั่งอยู่ข้างๆ บางทีมันก็ไม่ได้ตั้งใจดูหนังเท่าที่ควรนะ... แกไถลตัวลงมาตามเบาะ
 
และก็เอนตัวมาทางเค้า ไหล่ของเราชนกัน หน้าของเราใกล้กันนิดเดียว
 
หัวใจเค้าเต้นแรง ไม่รู้ว่าแกจะรู้สึกรึเปล่านะ...
 
 
 
 

รู้ไหมที่แกป้อนป๊อบคอร์นให้เค้า มันทำให้เค้าเขินมากจนแทบจะลงไปกรี๊ดดังๆ กับพื้นตรงนั้น

แต่ดีว่ายังพอรู้ว่าอะไรที่ควรทำ ก็เลยไม่กินป๊อบคอร์นจากมือแก ไม่ได้รังเกียจ แต่มันเขินมาก
 
ต่างหากเล่า อีกอย่าง โดยความคิดส่วนตัว คนที่เค้าป้อนกันแบบนี้ มีแต่แฟนกันเท่านั้นที่ทำ...
 
แล้วตอนนั้น เราเป็นอะไรกัน?...
 
ตอนนั้นเค้าไม่แน่ใจ และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
 
 
 

เชอร์รี่เคลือบช็อกโกแล็ตที่แกแบ่งให้ ขอบใจนะ สารภาพว่าจริงๆก็ไม่ได้ชอบเท่าไหร่หรอก

ก็กลัวว่าแกจะเสียน้ำใจนี่นา ทั้งไอติมก่อนดูหนังที่แกจะป้อนให้ และป๊อบคอร์นนั่น เค้าไม่เคยสนองเลยอ่า
 
เค้าถามแกว่าไม่ชอบเหรอ แกลังเลนิดนึง บอกว่ากินไปเถอะน่า... นี่ รู้นะว่าแกชอบเชอร์รี่เคลือบ
 
ช็อกโกแล็ต เค้าเดาไม่ผิดใช่มั้ย แกไม่ได้โกหก แต่เลี่ยงที่จะไม่ตอบ ทำให้เค้าเข้าใจว่านี่คือนิสัยของแก
 
ที่ไม่โกหก
 
 
แต่บางที เค้าอาจจะเข้าใจผิดก็ได้...
 
 
 
 
 
วันนั้นแกไม่ได้ไปส่งเค้า แต่ก็ยังโทรมาถามว่าถึงบ้านรึยัง ทั้งที่มันเพิ่งบ่ายสามเอง หลังจากที่แกโทรมา
     
เค้าก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้า เก็บเอาไปนอนยิ้มอยู่เดียวหลายวัน เขียนในไดอารี่ถึงวันนั้นซ้ำแล้ว
 
ซ้ำเล่า เก็บตั๋วหนังเรื่องนั้นไว้คู่กับไดอารี่ด้วย กลับมาอ่านทีไร ก็มีทั้งสุขใจ และสะท้อนใจ...
 
 

แกจะคิดถึงวันนั้นเหมือนอย่างที่เค้าคิดบ้างมั้ยนะ... มันได้มีความหมายอะไรกับแกบ้างหรือเปล่า

หนังสือที่เค้าให้วันนั้นได้เปิดอ่านบ้างมั้ย ถ้าอ่าน แล้วนึกถึงเค้าบ้างรึเปล่า?
 
 

แกพูดเสมอว่าเราคือเพื่อนกัน และเค้าก็เคยพูดเหมือนกันว่าเค้าก็ไม่คิดจะเอาเพื่อนมาเป็นแฟน ...

มันคือการพูดปกปิดความรู้สึกตัวเองที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ เค้าปิดกั้นตัวเอง ใช่ ในตอนแรก
 
เค้ากลัวความผิดหวังกลัวว่าเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ หากมีอะไรที่เปลี่ยนไป แล้วคำพูดนั้น
 
ก็คงมาทำร้ายตัวเค้าเอง...ใช่มั้ย
 
 

บอกได้มั้ยว่าแกไม่เคยคิดอะไรกับเค้า ไม่เคยคิดมากไปกว่าเพื่อนจริงๆ และที่ผ่านมา เป็นเค้าที่เพ้อไปเอง ...

ใช่ แกพูดว่าเราเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้าการกระทำที่ผ่านมามันเป็นอย่างที่แกพูด เค้าก็คงไม่ถามแกอย่างนี้
 
 
 
 
 
 

ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้

เมื่อก่อนเค้าอาจจะต้องการคำตอบว่า ตกลงเราเป็นเพื่อนกันหรือมากกว่านั้น แต่ตอนนี้
 
คำถามกลายเป็นว่า
 
นี่ เ ร า ยั ง เ ป็ น เ พื่ อ น กั น อ ยู่ ไ ห ม...
 
 
 
 

โอเค เค้าสันนิษฐานว่า คำตอบแรกแกคงตอบว่า เราเป็นเพื่อนกัน แค่นั้น

 

 

 

แกก็รู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน เค้ายอมรับว่าโกรธ มึนงง สงสัย ไม่เข้าใจ

ทำไมคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนกัน ถึงได้ทำแบบนี้นะ ... เพื่อนรัก ถ้าแกจะไปมีคนอื่นแล้วหายไป
 
ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ก็ถ้าแกรู้สึกว่าเค้าเป็นเพื่อน เค้าจะทำอะไรได้ล่ะ
 
เค้าไม่มีสิทธิ์จะโกรธแกอยู่แล้ว แต่ทำไม ทำไมเพื่อนอย่างเค้าถึงโทรหาแกไม่ได้
 
ทำไมแกคุยกับเพื่อนอย่างเค้าไม่ได้อีกต่อไป?
 
หรือว่าเค้าไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเพื่อนแล้ว...อย่างนั้นเหรอ?

(to be continued)

_______________________

อ่านแล้ว ขอคอมเม้นท์นิดนึงนะคะ พลีสส ติหรือชมก็ได้ค่ะ ขอบพระคุณมากๆๆ ค่ะ

มันคือจุดเปลี่ยนครั้งหนึ่งที่สำคัญ เป็นเหตุผลว่าช่วงหลังๆ จากนั้น เค้าถึงพูดแบบซังกะตายกับแกนัก

ก็เพราะคิดว่า แกก็เป็นแบบนี้ มาทำให้เค้าคิดมาก แล้วก็จากไป พูดง่ายๆ มาหลอกให้อยากแล้วก็จากไป
 
(ทำไมวะ) บอกตรงๆ คำเดียวว่าตอนนั้น เ ซ็ ง
 
 

แล้วแกโทรมาบ้าง ไม่โทรมาบ้าง ทุกครั้งก็พยายามให้การสนทนามันไม่จืดชืดจนเกินไปนัก

ไม่อยากให้มีเด๊ดแอร์ (คือช่องว่างระหว่างการสนทนา----รู้น่ะว่าแกแปลไม่ออกอ่ะ) ก็คุยๆ ไป สังเกตว่า
 
แกไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเองเท่าไหร่นัก ส่วนมากเค้าจะเป็นคนโม้เองซะมากกว่า ซึ่งก็ดี ตอนนั้นก็ไม่ได้อยาก
 
รู้เรื่องแกเท่าไหร่ เค้าก็เล่าเรื่องของเค้าไป(อย่างเมามัน) แกก็รับมุกบ้าง ไม่เก็ทมุกบ้าง ก็ไม่เป็นไร
 
ถือว่าได้ระบายความคันปาก ฮ่าๆๆ...มานึกย้อนดู เออ เค้าก็นิสัยแย่เนอะ ไม่ค่อยแคร์แกเท่าที่ควรเลย
 
บางที มันก็สมควรแล้วที่แกจะไม่เลือกเค้า ไม่ว่าจะในวันนั้น หรือวันนี้...
 
 
 

ชีวิตดำเนินไป แล้วแกก็เงียบหายไปอีกระยะนึง พอดีเป็นช่วงที่เค้ายุ่งมากๆ ด้วย เลยไม่มีเวลาได้คิดถึง

เรื่องอื่น แล้วก็มีเบอร์นิรนามโทรมาอีกแล้ว ที่แท้ก็เป็นแกนี่เอง เปลี่ยนเบอร์ใหม่ ตอนนั้นกำลังเซ็งเรื่อง
 
งาน ไม่อยากคุยกะใครทั้งนั้น แกโทรมาตอนนั้นก็แปลกใจ แล้วก็ออกจะรำคาญ (ขอโทษที่ต้องบอก
 
ความจริง ก็มันจริงง่ะ) เลยตอบแบบเสียงไม่เต็มใจตอบนัก แกถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า น้ำเสียงไม่ค่อยดี
 
จะให้ตอบยังไง ว่าไม่อยากคุยอ้ะ ก็เลยบอกไปว่า อ๋อ เครียดเรื่องสอบอ่ะ ไม่รู้จะสอบตรงติดมั้ย ทั้งที่จริง
 
รู้อยู่แล้วตอนนั้นว่าคะแนนถึงแน่ๆ ... ที่จริง..ที่ทำแบบนั้น มันคือการป้องกันตัวเอง ที่พยายามไม่คุย
 
กับแกดีๆ ก็เพื่อป้องกันตัวเอง กลัวว่าจะต้องถลำลึกซ้ำสองอีก บอกตรงๆ ว่า เค้าไม่ชอบที่แกโทรมาเลย
 
จะโทรมาให้เค้าคิดมากอีกทำไม(วะ)เนี่ย
 
 
 

แต่แล้ว..กำแพงที่เค้าพยายามสร้างขึ้นก็ทลายลง วันนั้นที่แกโทรมา แล้วเค้าร้องไห้ จำได้มั้ย

รู้สึกงี่เง่านิดหน่อยที่ร้องไห้ให้แกฟัง ความจริงไม่ได้ตั้งใจเลยน้า..เฮ่อ ก็เพื่อนที่เราเชื่อว่าเขาคือเพื่อนแท้
 
นั้น มีบางอย่างทำให้มาให้ความเชื่อเราสั่นคลอน มันก็สะเทือนใจ..มากด้วย ตอนนั้นรู้สึกอ่อนแอ พอมีใคร
 
ซักคนที่ยินดีรับฟัง และเข้าใจ แล้วก็จะไม่ทำร้ายเพื่อนเราคนนั้นด้วยอย่างแก มันรู้สึกดีมากนะ อบอุ่นใจ
 
และคิดอยู่เสมอว่า อย่างน้อยก็มีคนๆ นึง ละวะ ที่ไม่ทิ้งเรา แต่ใครในโลกนี้จะรู้ และคาดเดาได้ว่าใครบาง-
 
คนจะดีกับเรา ตลอดไป ไม่มีหรอก สิ่งที่เป็นในวันนี้ก็บอกเค้าอยู่ ว่าไม่มีใครคาดเดาได้ และเค้าก็เป็นหนึ่ง
 
ในนั้นที่คาดผิดไป 
 
 

เมื่อกำแพงพังทลายลงแล้ว สิ่งที่แกทำ มันก็เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย แกโทรมาทุกอาทิตย์ ก็ถือว่า

ไม่บ่อย ถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เค้าถือว่ามันโอเคแล้วสำหรับแกและเค้า ก็เข้าใจว่าที่ที่แกเรียนไม่ได้ให้แก
 
มีเวลาว่างมากนัก และขอบคุณ ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามที่แกโทร อาจจะเพราะ เป็นห่วงสภาพจิตใจที่
 
ค่อนข้างแย่ของเค้า หรือเป็นห่วงสุขภาพจิตของแกเองที่มันเหงามากเกินไปนัก ก็ตามทีนะ... โทรมาด้วย
 
ความถี่แบบนี้จนเค้ารู้สึกว่าเป็นความเคยชิน ที่จะต้องมีโทรศัพท์มาตอนดึกๆ ห้าทุ่มเที่ยงคืน
 
เกินอาทิตย์แล้วไม่มีโทรมาก็เริ่มกระวนกระวาย ทั้งที่แต่ก่อน แกหายไปนานๆ เค้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
 
 
 

อ้อ จะบอกว่า วาเลนไทน์แกก็โทรมาด้วย ไม่รู้แกจำได้รึเปล่า ...ดีใจนะ ดีใจมากกกก เลยแหละ แกพูดว่

“เค้ามันไปไหนไม่ได้อยู่ละ ทำได้ก็แค่โทรหาเพื่อนคนนู้นคนนี้ไป...” ก็เลยเข้าใจว่าแกคงไม่ได้โทรหาเค้า
 
คนเดียวแน่ๆ แอบเศร้าอยู่นิดนึง แต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงแกก็ยังนึกถึงเค้าอยู่ นั่นก็ทำให้เค้ารู้สึกดีมากพอแล้ว
 
ล่ะ แกยังอวยพรอีกด้วยว่า ขอให้เจอเจ้าชายขี่ม้าขาวไวๆ ...รู้มั้ย ตอนนั้นไม่ได้ต้องการเจ้าชายขี่ม้าขาว
 
ที่ไหนเลย คิดว่าขอแค่มีแก แค่มีแก...เท่านั้นเอง

 

 

ปิดเทอมที่จบม.๖ นั่นเป็นปิดเทอมที่ฟุ้งซ่านมาก ทั้งที่ไม่น่าจะคิดมากได้ขนาดนั้น ที่เรียนก็มีแล้ว

ที่คิดๆๆ อยู่ทุกวันนั้น ก็คือ เมื่อไหร่จะได้พบกันซะที รอมานานแล้วนะ เมื่อไหร่จะเมษาซักที แกจะได้กลับ
 
มา อย่างที่แกเคยพูดทีเล่นที่จริงกะเค้าว่า “ปิดเทอมนี้ว่างมั้ย เดี๋ยวจะพาไปเดท” แกอาจจะไม่ถืออะไร
 
จริงจัง แต่..ขอโทษที เค้าจริงจังว่ะ ทั้งที่พูดตอบไปว่าจะพาไปเด๊ดเหรอยะ...
 
แต่เค้ากลับเฝ้านับวันรอวันที่แกจะกลับมา เชื่อมั้ย..
 
 
 
 
 

ไม่รู้ว่ามันคืออะไรในตอนนั้น ถึงตอนนี้เค้าว่าเค้าชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองแล้ว เพียงแต่ไม่กล้า

และเลือกที่จะซ่อนมันไว้เสมอมา...

(to be continued)

 

--------------------------------------------------------

เรื่องนี้แต่งขึ้นเองนะคะ อ่านแล้วรู้สึกยังไง รู้สึกอินกับตัวละครบ้างรึเปล่า หรือควรจะปรับปรุงยังไง บอกกันได้ค่ะ จะขอบพระคุณมากเลย