มันคือจุดเปลี่ยนครั้งหนึ่งที่สำคัญ เป็นเหตุผลว่าช่วงหลังๆ จากนั้น เค้าถึงพูดแบบซังกะตายกับแกนัก
ก็เพราะคิดว่า แกก็เป็นแบบนี้ มาทำให้เค้าคิดมาก แล้วก็จากไป พูดง่ายๆ มาหลอกให้อยากแล้วก็จากไป
(ทำไมวะ) บอกตรงๆ คำเดียวว่าตอนนั้น เ ซ็ ง
แล้วแกโทรมาบ้าง ไม่โทรมาบ้าง ทุกครั้งก็พยายามให้การสนทนามันไม่จืดชืดจนเกินไปนัก
ไม่อยากให้มีเด๊ดแอร์ (คือช่องว่างระหว่างการสนทนา----รู้น่ะว่าแกแปลไม่ออกอ่ะ) ก็คุยๆ ไป สังเกตว่า
แกไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเองเท่าไหร่นัก ส่วนมากเค้าจะเป็นคนโม้เองซะมากกว่า ซึ่งก็ดี ตอนนั้นก็ไม่ได้อยาก
รู้เรื่องแกเท่าไหร่ เค้าก็เล่าเรื่องของเค้าไป(อย่างเมามัน) แกก็รับมุกบ้าง ไม่เก็ทมุกบ้าง ก็ไม่เป็นไร
ถือว่าได้ระบายความคันปาก ฮ่าๆๆ...มานึกย้อนดู เออ เค้าก็นิสัยแย่เนอะ ไม่ค่อยแคร์แกเท่าที่ควรเลย
บางที มันก็สมควรแล้วที่แกจะไม่เลือกเค้า ไม่ว่าจะในวันนั้น หรือวันนี้...
ชีวิตดำเนินไป แล้วแกก็เงียบหายไปอีกระยะนึง พอดีเป็นช่วงที่เค้ายุ่งมากๆ ด้วย เลยไม่มีเวลาได้คิดถึง
เรื่องอื่น แล้วก็มีเบอร์นิรนามโทรมาอีกแล้ว ที่แท้ก็เป็นแกนี่เอง เปลี่ยนเบอร์ใหม่ ตอนนั้นกำลังเซ็งเรื่อง
งาน ไม่อยากคุยกะใครทั้งนั้น แกโทรมาตอนนั้นก็แปลกใจ แล้วก็ออกจะรำคาญ (ขอโทษที่ต้องบอก
ความจริง ก็มันจริงง่ะ) เลยตอบแบบเสียงไม่เต็มใจตอบนัก แกถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า น้ำเสียงไม่ค่อยดี
จะให้ตอบยังไง ว่าไม่อยากคุยอ้ะ ก็เลยบอกไปว่า อ๋อ เครียดเรื่องสอบอ่ะ ไม่รู้จะสอบตรงติดมั้ย ทั้งที่จริง
รู้อยู่แล้วตอนนั้นว่าคะแนนถึงแน่ๆ ... ที่จริง..ที่ทำแบบนั้น มันคือการป้องกันตัวเอง ที่พยายามไม่คุย
กับแกดีๆ ก็เพื่อป้องกันตัวเอง กลัวว่าจะต้องถลำลึกซ้ำสองอีก บอกตรงๆ ว่า เค้าไม่ชอบที่แกโทรมาเลย
จะโทรมาให้เค้าคิดมากอีกทำไม(วะ)เนี่ย
แต่แล้ว..กำแพงที่เค้าพยายามสร้างขึ้นก็ทลายลง วันนั้นที่แกโทรมา แล้วเค้าร้องไห้ จำได้มั้ย
รู้สึกงี่เง่านิดหน่อยที่ร้องไห้ให้แกฟัง ความจริงไม่ได้ตั้งใจเลยน้า..เฮ่อ ก็เพื่อนที่เราเชื่อว่าเขาคือเพื่อนแท้
นั้น มีบางอย่างทำให้มาให้ความเชื่อเราสั่นคลอน มันก็สะเทือนใจ..มากด้วย ตอนนั้นรู้สึกอ่อนแอ พอมีใคร
ซักคนที่ยินดีรับฟัง และเข้าใจ แล้วก็จะไม่ทำร้ายเพื่อนเราคนนั้นด้วยอย่างแก มันรู้สึกดีมากนะ อบอุ่นใจ
และคิดอยู่เสมอว่า อย่างน้อยก็มีคนๆ นึง ละวะ ที่ไม่ทิ้งเรา แต่ใครในโลกนี้จะรู้ และคาดเดาได้ว่าใครบาง-
คนจะดีกับเรา ตลอดไป ไม่มีหรอก สิ่งที่เป็นในวันนี้ก็บอกเค้าอยู่ ว่าไม่มีใครคาดเดาได้ และเค้าก็เป็นหนึ่ง
ในนั้นที่คาดผิดไป
เมื่อกำแพงพังทลายลงแล้ว สิ่งที่แกทำ มันก็เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย แกโทรมาทุกอาทิตย์ ก็ถือว่า
ไม่บ่อย ถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เค้าถือว่ามันโอเคแล้วสำหรับแกและเค้า ก็เข้าใจว่าที่ที่แกเรียนไม่ได้ให้แก
มีเวลาว่างมากนัก และขอบคุณ ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามที่แกโทร อาจจะเพราะ เป็นห่วงสภาพจิตใจที่
ค่อนข้างแย่ของเค้า หรือเป็นห่วงสุขภาพจิตของแกเองที่มันเหงามากเกินไปนัก ก็ตามทีนะ... โทรมาด้วย
ความถี่แบบนี้จนเค้ารู้สึกว่าเป็นความเคยชิน ที่จะต้องมีโทรศัพท์มาตอนดึกๆ ห้าทุ่มเที่ยงคืน
เกินอาทิตย์แล้วไม่มีโทรมาก็เริ่มกระวนกระวาย ทั้งที่แต่ก่อน แกหายไปนานๆ เค้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
อ้อ จะบอกว่า วาเลนไทน์แกก็โทรมาด้วย ไม่รู้แกจำได้รึเปล่า ...ดีใจนะ ดีใจมากกกก เลยแหละ แกพูดว่า
“เค้ามันไปไหนไม่ได้อยู่ละ ทำได้ก็แค่โทรหาเพื่อนคนนู้นคนนี้ไป...” ก็เลยเข้าใจว่าแกคงไม่ได้โทรหาเค้า
คนเดียวแน่ๆ แอบเศร้าอยู่นิดนึง แต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงแกก็ยังนึกถึงเค้าอยู่ นั่นก็ทำให้เค้ารู้สึกดีมากพอแล้ว
ล่ะ แกยังอวยพรอีกด้วยว่า ขอให้เจอเจ้าชายขี่ม้าขาวไวๆ ...รู้มั้ย ตอนนั้นไม่ได้ต้องการเจ้าชายขี่ม้าขาว
ที่ไหนเลย คิดว่าขอแค่มีแก แค่มีแก...เท่านั้นเอง
ปิดเทอมที่จบม.๖ นั่นเป็นปิดเทอมที่ฟุ้งซ่านมาก ทั้งที่ไม่น่าจะคิดมากได้ขนาดนั้น ที่เรียนก็มีแล้ว
ที่คิดๆๆ อยู่ทุกวันนั้น ก็คือ เมื่อไหร่จะได้พบกันซะที รอมานานแล้วนะ เมื่อไหร่จะเมษาซักที แกจะได้กลับ
มา อย่างที่แกเคยพูดทีเล่นที่จริงกะเค้าว่า “ปิดเทอมนี้ว่างมั้ย เดี๋ยวจะพาไปเดท” แกอาจจะไม่ถืออะไร
จริงจัง แต่..ขอโทษที เค้าจริงจังว่ะ ทั้งที่พูดตอบไปว่าจะพาไปเด๊ดเหรอยะ...
แต่เค้ากลับเฝ้านับวันรอวันที่แกจะกลับมา เชื่อมั้ย..
ไม่รู้ว่ามันคืออะไรในตอนนั้น ถึงตอนนี้เค้าว่าเค้าชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเองแล้ว เพียงแต่ไม่กล้า
และเลือกที่จะซ่อนมันไว้เสมอมา...
(to be continued)
--------------------------------------------------------
เรื่องนี้แต่งขึ้นเองนะคะ อ่านแล้วรู้สึกยังไง รู้สึกอินกับตัวละครบ้างรึเปล่า หรือควรจะปรับปรุงยังไง บอกกันได้ค่ะ จะขอบพระคุณมากเลย